มรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัดสตูล คล้ายกับมรดกทางวัฒนธรรมของ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้
อาหารการกิน
แบ่งออกได้เป็น ๓ กลุ่ม คือ ชาวไทยพุทธ ชาวไทยอิสลาม และชาวจีน ในที่นี้จะกล่าวถึงอาหารที่ใช้ในเทศกาลวันสำคัญทางศาสนาของทั้งสามกลุ่มดังกล่าวข้างต้น
อาหารในเทศกาลวันสำคัญทางศาสนาพุทธ ในเทศกาลเดือนสิบของหวานจะมีขนมลา ขนมเจาะหู ขนมเทียน และขนมพอง ของคาวมี แกงไก่ใส่หน่อไม้ แกงส้ม แกงสมรม ส่วนผลไม้จะเป็นผลไม้ตามฤดูกาล เช่น ลางสาด เงาะ ทุเรียน ฯลฯ
อาหารในเทศกาลวันสำคัญทางศาสนาอิสลาม อาหารที่นิยม ในงานบุญ และงาน แต่งงาน มีดังนี้
ของหวาน ได้แก่ ขนมกาเปด (โกยเปด) คล้ายกับทองม้วน ขนมบูหลู (ขนมไข่) ขนมโกยหยา (ขนมถั่วอัด) ขนมโกยจาไบ ขนมพริก ของคาว ได้แก่แกงแดง (แกงเผ็ด) แกงกุรม่า (แกงขาว) แกงปัจจาหัว ยำหอย อาจาด อาหารเหล่านี้จะทำกันเฉพาะในโอกาสพิเศษที่สำคัญ ๆ เท่านั้น เพราะมีวิธีการที่ค่อนข้างยุ่งยาก
การปรุงอาหารมีลักษณะพิเศษคือ ใช้เครื่องเทศในอาหารคาวเกือบทุกชนิด ไม่ใช้น้ำปลาในการปรุงรส ใช้กะทิมะพร้าวเป็นเครื่องปรุง ใช้เนื้อล้วน ๆ ไม่ใช้ผัก และรสอาหารไม่จัด
วิธีรับประทานอาหารของชาวไทยอิสลาม นิยมนั่งกับพื้นล้อมเป็นวง มีน้ำล้างมือ การรับประทานภายใจครอบครัวจะรับประทานพร้อมกัน เวลาในการรับประทานอาหาร จะสัมพันธ์กับการละหมาดด้วย ส่วนใหญ่จะละหมาดให้เสร็จก่อนแล้วจึงไปรับประทานอาหาร ส่วนการรับประทานอาหารในงานบุญนุหรี หรือในงานแต่งงาน จะแยกวงกันระหว่างชาย - หญิง ไม่รับประทานร่วมกัน
ในการมาร่วมงาน แม่บ้านจะนำปิ่นโตหรือหม้อที่บรรจุข้าวสาร หรือน้ำตาลมาช่วยงาน เวลากลับเจ้าภาพจะแบ่งปันอาหารให้แขกนำกลับบ้านด้วย การเลี้ยงเจ้าภาพจะรับเลี้ยงตลอดวัน
อาหารเซ่นไหว้บรรพบุรุษของชาวจีน ประเพณีการเซ่นไหว้ของชาวจีนยังคงปฏิบัติกันอยู่อย่างเคร่งครัดปีละ ๓ ครั้ง คือ ในเทศกาลตรุษจีน เช็งเม้ง และสารทจีน อาหารที่ใช้เซ่นไหว้บรรพบุรุษ นอกจากเหล้าขาว น้ำชา หมู เป็ด ไก่ และผลไม้แล้วยังมีของคาวหวานอีกหลายอย่าง อาหารคาวจะเป็นอาหารที่ปรุงแบบผัด และต้ม ไม่มีแกง เช่น ต้มพะโล้ ผัดเครื่องในไก่ใส่เห็ด และไข่นกกระทา ผัดยี่หู่ อันประกอบด้วย หมูสามชั้น ปลาหมึก กล่ำปลี และหัวมันแกว แกงจืด ฯลฯ อาหารไม่นิยมรสจัด ส่วนผลไม้ที่ใช้เซ่นไหว้ ได้แก่ องุ่น แอปเปิล สาลี่ ส้มเกลี้ยง ส้มโอ แตงโม สับปะรด เงาะ มะม่วง ละมุด ฯลฯ สำหรับของหวานจะได้แก่ ขนมกาเปด ขนมเข่ง ขนมปังเกด ขนมอาปบ ขนมเต่า เหนียวเขียว (ข้าวเหนียวอัด) ฯลฯ
อาหารการกิน
แบ่งออกได้เป็น ๓ กลุ่ม คือ ชาวไทยพุทธ ชาวไทยอิสลาม และชาวจีน ในที่นี้จะกล่าวถึงอาหารที่ใช้ในเทศกาลวันสำคัญทางศาสนาของทั้งสามกลุ่มดังกล่าวข้างต้น
อาหารในเทศกาลวันสำคัญทางศาสนาพุทธ ในเทศกาลเดือนสิบของหวานจะมีขนมลา ขนมเจาะหู ขนมเทียน และขนมพอง ของคาวมี แกงไก่ใส่หน่อไม้ แกงส้ม แกงสมรม ส่วนผลไม้จะเป็นผลไม้ตามฤดูกาล เช่น ลางสาด เงาะ ทุเรียน ฯลฯ
อาหารในเทศกาลวันสำคัญทางศาสนาอิสลาม อาหารที่นิยม ในงานบุญ และงาน แต่งงาน มีดังนี้
ของหวาน ได้แก่ ขนมกาเปด (โกยเปด) คล้ายกับทองม้วน ขนมบูหลู (ขนมไข่) ขนมโกยหยา (ขนมถั่วอัด) ขนมโกยจาไบ ขนมพริก ของคาว ได้แก่แกงแดง (แกงเผ็ด) แกงกุรม่า (แกงขาว) แกงปัจจาหัว ยำหอย อาจาด อาหารเหล่านี้จะทำกันเฉพาะในโอกาสพิเศษที่สำคัญ ๆ เท่านั้น เพราะมีวิธีการที่ค่อนข้างยุ่งยาก
การปรุงอาหารมีลักษณะพิเศษคือ ใช้เครื่องเทศในอาหารคาวเกือบทุกชนิด ไม่ใช้น้ำปลาในการปรุงรส ใช้กะทิมะพร้าวเป็นเครื่องปรุง ใช้เนื้อล้วน ๆ ไม่ใช้ผัก และรสอาหารไม่จัด
วิธีรับประทานอาหารของชาวไทยอิสลาม นิยมนั่งกับพื้นล้อมเป็นวง มีน้ำล้างมือ การรับประทานภายใจครอบครัวจะรับประทานพร้อมกัน เวลาในการรับประทานอาหาร จะสัมพันธ์กับการละหมาดด้วย ส่วนใหญ่จะละหมาดให้เสร็จก่อนแล้วจึงไปรับประทานอาหาร ส่วนการรับประทานอาหารในงานบุญนุหรี หรือในงานแต่งงาน จะแยกวงกันระหว่างชาย - หญิง ไม่รับประทานร่วมกัน
ในการมาร่วมงาน แม่บ้านจะนำปิ่นโตหรือหม้อที่บรรจุข้าวสาร หรือน้ำตาลมาช่วยงาน เวลากลับเจ้าภาพจะแบ่งปันอาหารให้แขกนำกลับบ้านด้วย การเลี้ยงเจ้าภาพจะรับเลี้ยงตลอดวัน
อาหารเซ่นไหว้บรรพบุรุษของชาวจีน ประเพณีการเซ่นไหว้ของชาวจีนยังคงปฏิบัติกันอยู่อย่างเคร่งครัดปีละ ๓ ครั้ง คือ ในเทศกาลตรุษจีน เช็งเม้ง และสารทจีน อาหารที่ใช้เซ่นไหว้บรรพบุรุษ นอกจากเหล้าขาว น้ำชา หมู เป็ด ไก่ และผลไม้แล้วยังมีของคาวหวานอีกหลายอย่าง อาหารคาวจะเป็นอาหารที่ปรุงแบบผัด และต้ม ไม่มีแกง เช่น ต้มพะโล้ ผัดเครื่องในไก่ใส่เห็ด และไข่นกกระทา ผัดยี่หู่ อันประกอบด้วย หมูสามชั้น ปลาหมึก กล่ำปลี และหัวมันแกว แกงจืด ฯลฯ อาหารไม่นิยมรสจัด ส่วนผลไม้ที่ใช้เซ่นไหว้ ได้แก่ องุ่น แอปเปิล สาลี่ ส้มเกลี้ยง ส้มโอ แตงโม สับปะรด เงาะ มะม่วง ละมุด ฯลฯ สำหรับของหวานจะได้แก่ ขนมกาเปด ขนมเข่ง ขนมปังเกด ขนมอาปบ ขนมเต่า เหนียวเขียว (ข้าวเหนียวอัด) ฯลฯ